บัว (Lotus & Waterlily) เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่มีใบและดอกสวยงาม จึงได้รับการขนานนามจากนักพฤกษศาสตร์ให้เป็น “ราชินีแห่งไม้น้ำ

บัว เป็นพืชน้ำล้มลุกที่มีทั้งลักษณะของลำต้น เป็นทั้ง หัว (Tuber)  เหง้า (บัวฝรั่ง = Rhizome) หรือ ไหล( บัวหลวง = Rhizome)  ใบเป็นใบเดี่ยว เจริญเติบโตขึ้นจากลำต้นใต้ดิน โดยมีก้านส่งใบและดอกชูขึ้นเหนือผิวน้ำหรือแตะผิวน้ำ โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มบัวปทุมชาติ (Family Nelumbonaceae) และกลุ่มบัวอุบลชาติ (Family Nymphaeaceae)

1. กลุ่มบัวปทุมชาติ

จัดอยู่ในวงศ์นีลุมโบนาซีอี้ (Family : Nelumbonaceae) มีชื่อสามัญว่า โลตัส (Lotus) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า บัวหลวง ซึ่งพบเพียงสกุลเดียวคือ  สกุลนีลุมโบ (Genus : Nelumbo) เป็นบัวใบเดี่ยว ดอกเดี่ยว ใบและดอกจะงอกออกมาจากลำต้นใต้ดิน

ลำต้น : เป็นลำต้นใต้ดินเรียกว่า ไหล (Stolon) แต่ถ้าเป็นไหลที่แก่จะเรียกว่า เหง้า (Rhizome)

ก้านใบและก้านดอก : มีลักษณะแข็งและมีปุ่มหนามที่ก้าน ภายในก้านมีท่ออากาศประมาณ 4-6 ช่อง ซึ่งสามารถส่งใบและดอกเหนือผิวน้ำค่อนข้างสูง

ใบ : ใบอ่อนขอบใบจะม้วนเข้าหากันตามแนวยาวด้านบนใบ  เมื่อโตขึ้นแผ่นใบมีลักษณะกลม  ปลายใบและโคนใบเหว้าตื้นๆ ฐานใบเป็นแบบก้นปิดเหมือนโล่ (peltate)  ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย  ด้านบนใบมีสีเขียวและมีตุ่มหนามเล็ก ๆ  จำนวนมากและล้อมรอบด้วยขนละเอียดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  ถ้าสัมผัสดูจะมีความรู้สึกเหมือนมีขี้ผึ้งเคลือบอยู่  จึงทำให้ผิวใบด้านบนไม่เปียกน้ำ  เมื่อมีน้ำหยดลงด้านบนของแผ่นใบและทำให้เกิดปรากฎการน้ำกลิ้งบนใบบัว  ส่วนด้านหลังใบเป็นสีเขียวอ่อน

ดอก : กลีบดอกรูปไข่ปลายแหลม

ดอกตูม : มีลักษณะทั้งรูปทรงไข่ปลายแหลม และรูปทรงไข่ป้อม

ดอกบาน : มีลักษณะรูปทรงถ้วยและรูปทรงครึ่งวงกลม

บัวหลวงสามารถแบ่งตามถิ่นกำเนิดได้ 2 ชนิด คือ

1.1) บัวหลวงเขตร้อน (Nelumbo nucifera Garetn.)

เป็นบัวหลวงที่เจริญเติบโตและมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนถึงร้อนชื้น อันได้แก่ พื้นที่ซีกโลกตะวันออก ทวีปเอเชีย และออสเตรเลีย ซึ่งแบ่งตามลักษณะของทรงดอกได้ ดังนี้

  • บัวหลวงปทุม บัวหลวงปัทมา หรือบัวแหลมแดง (Sacred Lotus) ดอกตูมมีรูปทรงเรียวแหลม กลีบดอกซ้อนน้อย ดอกมีสีชมพูไปจนถึงแดง
  • บัวหลวงบุณฑริก บัวหลวงปุณฑริก หรือบัวแหลมขาว (Hindu Lotus) ดอกตูมมีรูปทรงเรียวแหลม กลีบดอกซ้อนน้อย ดอกมีสีขาว
  • บัวหลวงสัตตบงกช หรือบัวฉัตรแดง (Roseum plenum) ดอกตูมมีรูปทรงป้อม กลีบดอกซ้อนกันเป็นจำนวนมาก เกสรบางส่วนพัฒนาไปเป็นกลีบดอก ดอกมีสีชมพูไปจนถึงแดง
  • บัวหลวงสัตตบุษย์ หรือบัวฉัตรขาว (Album Plenum) ดอกตูมมีรูปทรงป้อม กลีบดอกซ้อนกันเป็นจำนวนมาก เกสรบางส่วนพัฒนาไปเป็นกลีบดอก ดอกมีสีขาว

1.2) บัวหลวงเขตร้อน (Nelumbo nucifera Garetn.)

เป็นบัวหลวงที่เจริญเติบโตและมีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นถึงหนาว อันได้แก่ ทวีปอเมริกาเหนือ และภาคตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา และทางตอนใต้ของประเทศแคนนาดา ซึ่งบัวหลวงชนิดนี้จะมีดอกสีเหลือง และไม่สามารถให้ดอกได้เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

2. กลุ่มบัวปทุมชาติ

จัดอยู่ในวงศ์นิมเฟียซีอี้ (Family : Nymphaeaceae) มีชื่อสามัญว่า วอเทอร์ลิลลี่ (Waterlily) หรือที่คนไทยรู้จักกันในกลุ่มของบัวสาย บัวผัน บัวเผื่อน บัวฝรั่ง ฯลฯ ซึ่งเป็นบัวใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกเดี่ยว ใบและดอกจะงอกออกมาจากลำต้นใต้ดิน

ลำต้น : มีทั้งที่เป็นหัว (Tuber) ที่มีการเจริญอยู่ในดินใต้น้ำตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน  และเป็นเหง้า (Rhizome) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวนอนหรือขนานกับพื้นดิน

          ก้านใบและก้านดอก : ก้านมีลักษณะอ่อนนิ่ม  บางชนิดมีขนที่ก้านใบ  บางชนิดมีหนาม  ภายในมีน้ำยางและท่ออากาศ  ก้านใบจะส่งแผ่นใบลอยน้ำหรือชูขึ้นเหนือผิวแต่ไม่สูงเท่ากับบัวหลวง  ก้านดอกจะชูดอกขึ้นเหนือผิวน้ำ

ใบ :  แผ่นใบจำแนกออกเป็น 3 รูปแบบ คือ รูปกลม (Orbicular)  รูปไข่ (Ovate)  หรือรูปหอก (Sagittate) ขนาดของใบผันแปรตามชนิดของบัว  ขอบใบมีหลายแบบ ทั้งขอบใบเรียบ (Entire margin)  ขอบใบหยักมน (Crenate margin)  ขอบใบหยักซี่ฟัน (Dentate margin)  ขอบใบหยักแหลม (Serrate margin)  ขอบใบย่น (Undulate margin)  ปลายใบแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ ปลายใบแหลม (Acute)  ปลายใบมน (Obtuse)  ปลายใบเว้าบุ๋ม (Retuse)  ปลายใบเว้าตื้น (Emarginate)  และชนิดของฐานใบมี  2 แบบคือฐานใบเปิด (Openned sinus) และฐานใบปิด (Closed sinus)

ดอก : ลักษณะเป็นดอกเดี่ยว ส่วนใหญ่เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกมีสมมาตรตามแนวรัศมี ดอกจะบานเหนือผิวน้ำ ประกอบด้วย กลีบเลี้ยง 4-6 กลีบ กลีบดอก 6-70 กลีบ หรือมากกว่า

    • ดอกตูม มีรูปทรงดังนี้ รูปทรงรี (Elliptic)  รูปทรงไข่ (Ovate)  รูปทรงหอก (Lanceolate)  หรือรูปทรงขอบขนาน (Oblong)
    • ดอกบาน  จะมี 3 รูปทรงดังนี้ รูปทรงถ้วย (Cup shape)  รูปทรงแผ่ครึ่งวงกลม (Half circle shape)  และรูปทรงแผ่ค่อนวงกลม (Circle shape)

บัวอุบลชาติสามารถแบ่งได้ 6 สกุล(Genus)

2.1) สกุลนิมเฟีย (Genus : Nymphaea) 

ประกอบไปด้วย 6 สกุลย่อย (Subgenus) ได้แก่

  • สกุลย่อยนิมเฟีย (Subgenus : Nymphaea) ได้แก่ บัวฝรั่ง หรืออุบลชาติเขตหนาว (Hardy Waterlily) เป็นบัวมีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า เหง้า (Rhizome) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวนอนหรือขนานไปกับพื้นดิน ส่วนใหญ่ใบจะมีลักษณะเป็นวงกลม (Orbicular)   ขอบใบเรียบ (Entire margin)  โทนสีของดอกที่พบจะมี 6 โทนสี คือ สีขาว สีชมพู สีแดง สีเหลือง สีม่วง และสีแสด โดยดอกจะเริ่มบานในช่วงเวลาเช้าไปจนถึงช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น
  • สกุลย่อยบราเคียเซอเรส (Subgenus : Brachyceras) ได้แก่ บัวผัน-บัวเผื่อน หรืออุบลชาติเขตร้อนบานกลางวัน (Tropical Day Blooming Waterlily) เป็นบัวมีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว (Tuber) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน ลักษณะใบที่พบส่วนใหญ่จะเป็น รูปไข่ (Ovate) ขอบใบที่พบจะมีทั้งขอบใบหยักมน (Crenate margin) และขอบใบหยักซี่ฟัน (Dentate margin) การหยักของขอบใบไม่สม่ำเสมอ  โทนสีของดอกมี 9 โทนสี คือ สีขาว สีชมพู สีแดง สีเหลือง สีแสด ฟ้าคราม สีม่วงน้ำเงิน สีม่วง และสีเหลือบ (มีมากกว่า 2 สีในดอกเดียวกัน) ดอกจะเริ่มบานในช่วงเช้าหุบในช่วงเย็น
  • สกุลย่อยโลโตส (Subgenus : Lotos) ได้แก่ บัวสาย-บัวกินสาย หรืออุบลชาติเขตร้อนชื้นบานกลางคืน (Tropical Night Blooming Waterlily) เป็นบัวมีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว (Tuber) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน ใบมี 3 รูปแบบได้แก่ รูปกลม (Orbicular)  รูปไข่ (Ovate)  หรือรูปหอก (Sagittate)  ใบรูปหอกจะพบเห็นตอนเป็นใบอ่อน  มีขอบใบแบบหยักแหลม (Serrate margin)และค่อนข้างสม่ำเสมอ ดอกมีอยู่ด้วยกัน 3 โทนสี คือ สีขาว สีแดง และสีชมพู ดอกจะบานช่วงเวลากลางคืนเรื่อยไปจนถึงช่วงเวลาสายๆ ของอีกวัน
  • สกุลย่อยไฮโดรคาล์ลิศ(Subgenus : hydrocallis) ได้แก่ บัวอเมริกันบานกลางคืน (American Night Blooming Waterlily) เป็นกลุ่มบัวที่พบในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้เป็นส่วนใหญ่ มีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว (Tuber) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดินมีลักษณะใบลอยบนผิวน้ำ แผ่นใบมีรูปร่างค่อนข้างวงกลม (Orbicular)   ขอบใบหยักมน (Crenate margin)  แผ่นคล้ายบัวฝรั่ง ดอกบานตอนช่วงหัวค่ำมีและมีอายุการบานของดอกสั้นมาก ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนใหญ่สีดอกจะมีสีขาวหรือสีขาวอมเหลือง
  • สกุลย่อยคอนฟลูเอนเตส (Subgenus : Confluentes) ได้แก่ บัวยักออสเตรเลียกลุ่มเมล็ดเล็ก เช่น  Nymphaea violacea Lehm.  เป็นบัวมีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว (Tuber) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน แผ่นใบลอยบนผิวน้ำ มีขนาดใหญ่กว่าบัวผัน-บัวเผื่อนทั่วไป ขอบใบหยักแบบซี่ฟัน (Dentate margin) ดอกชูเหนือผิวน้ำได้มากกว่าบัวผัน-บัวเผื่อน และสามารถสูงได้มากกว่า 1 เมตรเมื่อต้นบัวมีความสมบูรณ์ ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กลีบดอกรูปทรงเรียวปลายกลีบแหลม หรือมน ก้านเกสรจะมีรูปทรงโค้งงอเล็กน้อยและมีสีเหลือง มีระยะห่างของก้านเกสรน้อยกว่าบัวยักออสเตรเลียกลุ่มเมล็ดใหญ่  สีของดอกที่พบจะมีสี คือ สีขาว สีฟ้า  สีม่วงน้ำเงิน และสีชมพู ดอกจะเริ่มบานในช่วงเช้าหุบในช่วงเย็น
  • สกุลย่อยอะเนปย่า (Subgenus : Anecphya) ได้แก่ บัวยักออสเตรเลียกลุ่มเมล็ดใหญ่ เช่น Nymphaea gigantea Hook., Nymphaea atrans S.W.L.Jacobs, Nymphaea carpentariae S.W.L.Jacobs & Hellq., Nymphaea immutabilis S.W.L.Jacobs มีลักษณะเช่นเดียวกับบัวยักออสเตรเลียกลุ่มเมล็ดเล็ก ก้านเกสรมีระยะห่างจากโคนกลีบเห็นชัดเจน  สีของดอกที่พบจะมีสี คือ สีขาว สีฟ้าอมม่วง บางสายพันธุ์สามารถเปลี่ยนสีได้ตามช่วงระยะเวลาของการบาน เช่น Nymphaea atrans S.W.L.Jacobs โดยที่ดอกบานวันแรกจะเป็นสีขาว วันที่สองดอกจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู และจะเข้มขึ้นในวันถัดไป

2.1) สกุลวิกตอเรีย (Genus : Victoria)

ได้แก่ บัววิคตอเรียหรือบัวกระด้ง (Victoria) มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริการกลาง แถบลุ่มน้ำอเมซอน ชาวอังกฤษได้ไปค้นพบในสมัยการล่าอาณานิคม และได้เก็บเมล็ดนำไปปลูกเลี้ยงที่ประเทศอังกฤษ จากนั้นได้ตั้งชื่อสามัญให้ว่า วิกตอเรีย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้กับพระราชินีวิกตอเรียที่ปกครองประเทศอังกฤษ ณ เวลานั้น

ลำต้น : เป็นลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว (Tuber) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน รากเจริญมาจากก้านใบ

ก้านใบและก้านดอก : อ่อนนิ่ม และมีหนาม

ใบ : แผ่นใบลอยบนผิวน้ำและมีขนาดใหญ่ ใบอ่อนลักษณะคล้ายรูปหัวใจ  ใบแก่เป็นรูปวงกลม (Orbicular) ขอบใบยกตัวขึ้น  บริเวณด้านหลังใบ กลีบเลี้ยงของดอก จะมีหนามแหลมอยู่ทั่วบริเวณ

ดอก : ดอกจะบานเวลากลางคืนและมีสีขาว และจะเปลี่ยนเป็นสีขาวอมชมพูในช่วงเวลาเช้าของวันถัดไปจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มในช่วงเวลาบ่ายจนถึงเย็น ด้วยลักษณะของใบที่ขอบใบยกตั้งขึ้นเหมือนกับกระด้งที่ใช้ฝัดข้าว ผู้ปลูกเลี้ยงชาวไทยจึงให้ชื่อเรียกกันทั่วไปว่า “บัวกระด้ง”

บัวสกุลวิกตอเรีย มี 3 ชนิด โดยจำแนกตามถิ่นกำเนิดได้ดังนี้

  • บัววิกตอเรีย อะเมซอนนิก้า (Victoria amazonica (Roepp.) Sowerby.) มีถิ่นกำเนิดตามแนวลุ่มน้ำอะเมซอน แถบประเทศบราซิล โบลิเวีย และกายอานา มีเอกสารดั้งเดิมบางฉบับใช้ชื่อว่า วิกตอเรีย รีเจีย (Victoria regia Lindl.)
  • บัววิกตอเรีย ครูสิอาน่า (Victoria cruziana Gibigmy. Victoria cruziana  d’Orbigny) มีถิ่นกำเนิดแถบที่มีอากาศหนาวเย็นและแห้ง ทางตอนใต้ลุ่มแม่น้ำประเทศ โบลิเวีย ปารากวัย และอาร์เจนติน่า
  • บัววิกตอเรีย โบลิเวียน่า (Victoria boliviana) เป็นบัววิคตอเรียชนิดใหม่ของโลก ที่ปลูกในกลางสวนพฤกษศาสตร์ Royal Botanic Gardens Kew ในประเทศอังกฤษซึ่งปลูกมานานกว่า 177 ปี ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย  โดยถูกบันทึกว่าปลูกมาพร้อมๆ กับอีก 2 ชนิด ที่ผ่านมาเข้าใจว่าที่ปลูกไว้นั้น มีเพียง แค่ Victoria amazonica และ Victoria cruziana นอกจากนี้ได้มีการปลูกไว้ที่  National Herbarium of Bolivia มาตั้งแต่ 34 ปีที่แล้ว  แต่เข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกันกับที่พบมาก่อนนี้  แต่หลังจากผู้เชี่ยวชาญของ Royal Botanic Gardens Kew ทำงานร่วมกับทีมจากโบลิเวียเพื่อศึกษาและพบว่าเป็นพันธุ์ที่สาม จากนั้นได้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Plant Sciences ว่าเป็นบัววิกตอเรียที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

2.3) สกุลยูรีเอลี (Genus : Euryale)

ได้แก่ บัวยูรีเอลี เฟอร์รอกซ์ (Euryale ferox Salisb.) ซึ่งเป็นบัวที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบัวสกุลวิกตอเรีย (Victoria) มาก มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่น – หนาวของเอเชีย แถบประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และทางตะวันออกของรัสเซีย

ลำต้น : เป็นลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว (Tuber) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน

ก้านใบและก้านดอก : อ่อนนิ่ม และมีหนาม

ใบ : แผ่นใบลอยบนผิวน้ำ แผ่นใบอ่อนคล้ายรูปหัวใจ  แผ่นใบแก่มีรูปร่างกลม (Orbicular) ด้านหลังแผ่นเป็นสีม่วงสด ขอบใบเรียบไม่ยกขอบตั้งขึ้นเหมือนกับบัวกระด้ง ด้านบนแผ่นใบ  ด้านหลังแผ่นใบ

ดอก : กลีบเลี้ยงของดอก จะมีหนามแหลมอยู่ทั่วบริเวณ  ดอกบานเป็นรูปทรงถ้วย (Cup shape)  กลีบดอกมีสีม่วง ดอกจะบานเหนือผิวน้ำและบ้างครั้งก็จะบานใต้ผิวน้ำ ดอกจะเริ่มบานในช่วงเวลาเช้าและจะหุบในช่วงเวลาเย็น

2.4) สกุลออนดิเนีย (Genus : Ondinea)

ออนดิเนีย (ondinea) เป็นพืชน้ำที่มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เติบโตในลำธารตื้น ๆ ของภูมิภาค Kimberley เนื่องจากสกุลออนดิเนีย (Genus : Ondinea) มีความคล้ายคลึงกันกับ สกุลนิมเฟีย(Genus : Nymphaea) แต่แตกต่างกันตรงที่สกุลออนดิเนีย (Genus : Ondinea) จะไม่มีเยื่อหุ้มเมล็ด (Aril), และไม่มีรยางค์โพรงเกสรตัวเมีย (carpellary appendages) ภายในดอก  ซึ่งในปัจจุบันจึงยังไม่ได้จัดเข้ามาอยู่ในสกุลนิมเฟีย (Genus : Nymphaea)

ลำต้น : เป็นหัว (Tuber) ที่มีการเจริญอยู่ในดินใต้น้ำตามแนวดิ่งหรือตั้งฉากกับพื้นดิน

ก้านใบและก้านดอก : อ่อนนิ่มและเรียวยาว  มีสีม่วงแดง

ใบ : ใบมี 2 แบบ ทั้งใบใต้น้ำและใบเหนือน้ำ  ใบใต้น้ำแผ่นใบบางยาว โปร่งแสง และเป็นมัน ด้านบนใบสีเหลืองอมเขียว และด้านล่างใบมีสีน้ำตาลอมม่วง ขอบเรียบและหยักเป็นคลื่น ปลายใบมนหรือเว้าลึก ส่วนใบลอยน้ำจะเป็นรูปไข่แคบ (narrow ovate) ด้านบนใบเป็นสีเขียวอ่อนและด้านล่างใบเป็นสีม่วง ขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย

ดอก : ดอกชูเหนือผิวน้ำ  ดอกบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 – 1.8 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงแบบ Petaloid  4 กลีบ มีสีม่วงแดง กลีบดอกกลีบดอก 4 กลีบสลับกับกลีบเลี้ยง กลีบดอกรูปไข่กลับ (oblong-elliptic) กลีบมีสีม่วงแดง เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบจะโค้งงอลง

2.5) สกุลนูฟาร์ (Genus : Nuphar)

นูฟาร์ (Nuphar) เป็นสกุลพืชน้ำชนิดหนึ่งที่ถูกจัดไว้ในวงศ์นิมเฟียซีอี้ (Family : Nymphaeaceae)  มีการกระจายพันธุ์ในอากาศเขตอบอุ่นไปจนถึงซีกโลกเหนือเขตอาร์กติก สามารถพบเห็นได้ตามธรรมชาติ  เช่น  ทะเลสาบ ลำธารหรือตามแม่น้ำ ที่มีความลึกระหว่าง 0.5-2.5 เมตร  อาจมีชื่อเรียกอื่น ๆ ดังนี้  Yellow water-lily, brandy-bottle, หรือ spadderdock  เป็นต้น

ลำต้น : เป็นเหง้า (Rhizome) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวนอนหรือขนานกับพื้นดิน

ก้านใบและก้านดอก : จะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม (triangular) หรือครึ่งวงกลม (semi-circular) (อ้างอิง : Haslam et al. 1975; N.F. Stewart, in: Rich & Jermy 1998) มีสีเขียวและเป็นมันเงา

ใบ : ชูขึ้นเหนือผิวน้ำ แผ่นใบมีทั้ง รูปไข่ (Ovate)  และรูปหอก (Sagittate)  มีสีเขียวและเป็นมันเงา

ดอก : ชูขึ้นเหนือผิวน้ำ  มีกลีบเลี้ยงด้านนอก 4 – 6 กลีบ กลีบดอกด้านในประกอบด้วยโครงสร้างเล็ก ๆ หนาๆ จำนวนมากซึ่งมีลักษณะคล้าย เกสรตัวผู้ (stamens) (อ้างอิง: Wiersema and Hellquist (1997), Hellquist and Crow (1984))  กลีบดอกมีเหลือง  ดอกบานเป็นรูปทรงถ้วย  พืชน้ำสกุลนี้จะแตกต่างจากสกุลนิมเฟีย (Genus : Nymphaea) ตรงที่กลีบดอกจะมีขนาดเล็กกว่ากลีบเลี้ยงมาก ในขณะที่สกุลนิมเฟีย (Genus : Nymphaea) ส่วนใหญ่กลีบดอกจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบเลี้ยง นอกจากนี้ ฝักของสกุลนูฟาร์ (Genus : Nuphar) จะถูกชูขึ้นเหนือผิวน้ำจนโตเต็มที่ ในขณะที่ ฝักของสกุลนิมเฟีย (Genus : Nymphaea) จะจมลงในน้ำทันทีหลังจากดอกบานได้ 3 – 4 วัน  ดอกจะเริ่มบานในช่วงเช้าจนถึงช่วงเย็น

2.6) สกุลบราคาย่า (Genus : Barclaya)

บราคาย่า (Barclaya)  เป็นพืชน้ำที่จัดอยู่ในวงศ์นิมเฟียซีอี้ (Family : Nymphaeaceae) บราคาย่า (Barclaya) มีชื่อไทยว่า “ไส้ปลาไหล”  มีชื่อพ้องคือ Hydrostemma longifolium (Wall.) Mabb. และมีชื่อสามัญว่า “Orchid Lilly” เป็นพืชไม้น้ำที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในประเทศไทย และประเทศพม่า พบการเจริญเติบโตบริเวณแหล่งน้ำจืด ตามลำธาร น้ำตก จัดเป็นพืชน้ำที่มีอายุหลายปี

ลำต้น : เป็นเหง้า (Rhizome) ที่มีการเจริญเติบโตตามแนวนอนหรือขนานกับพื้นดิน

ก้านใบและก้านดอก : มีลักษณะกลมเรียวยาว และอ่อนนิ่ม

ใบ : แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอกยาว (Lanceolate) หรือรูปเรียวยาวคล้ายใบหญ้า (Linear) ปลายใบมน หรือแหลม ขอบใบเรียบเป็นคลื่น (Undulate) หรือเรียบ (Entire) แผ่นใบด้านบนมีสีเขียว หรือสีเขียวเข้มอมน้ำตาล ด้านล่างแผ่นใบมีสีชมพู น้ำตาล หรือม่วงแดง ฐานใบเป็นรูปหัวใจ (Cordate) อาจเป็นติ่งซ้อนกันคล้ายใบบอน  หรือเป็นรูปมน (Round)

ดอก : เป็นดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ  ส่วนประกอบของดอกจะมีใบประดับรูปรียาว (Elliptic-oblong)  5 ใบ มีสีเขียว ที่ปลายใบประดับมีรยางค์ (appendages) กลีบดอกมีลักษณะเหมือนกันกับใบประดับจนแยกกันไม่ออกจึงเรียหว่ากลีบรวม โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบจำนวน 7-10 กลีบ เรียงตัวเวียนสลับกันอยู่เหนือรังไข่ (Epigynous) กลีบรวมมี 2 ชั้น กลีบชั้นนอกมี 4-5 กลีบ ด้านนอกมีสีเขียว  ด้านในสีม่วงแดง และกลีบชั้นในมี 3-6 กลีบ ด้านนอกและด้านในของกลีบมีสีม่วงแดง

(อ้างอิง : คุณหญิงสุชาดา  ศรีเพ็ญ  นางเทียม ตุลยาทร  นางชุมศรี ชัยอนันต์ และนางสาวอุบลรัตน์  อินทสงค์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

Comments are closed.

พิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.