การพัฒนาคุณภาพบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายตามธรรมชาติจากใยบัว

วัตถุประสงค์ของการทดลองนี้เพื่อ (1) ศึกษาความเข้มข้นของไคโตซานและแป้งมันสำปะหลัง ที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปกระดาษจากใบบัว (2) ศึกษาอัตราส่วนของไคโตซาน แป้งมันสำปะหลัง และกลีเซอรอล (1:1:0.25, 2:1:0.25, 1:2:0.25, 1:1:0.5, 2:1:0.5 และ 1:2:0.5) ที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปกระดาษจากใบบัว และ (3) ศึกษาอัตราส่วนระหว่างเส้นใยและสารเติมแต่ง (1:1, 2:1, 3:1, 4:1 และ 5:1) ที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปกระดาษจากใบบัว ผลการศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไคโตซาน และแป้งมันสำปะหลัง มีผลต่อความหนาและการดูดซึมน้ำของกระดาษจากใบบัวหลวง โดยกระดาษมีค่าการดูดซึมของน้ำอยู่ระหว่าง 4.87 – 8.37 g/m2 กระดาษใบบัวที่ใช้ไคโตซานและแป้งมันสำปะหลังร้อยละ 1 และ 30 ตามลำดับ เป็นสารเติมแต่ง มีค่าการดูดซึมของน้ำต่ำที่สุด (p  0.05) ในขณะที่กระดาษใบบัวที่ใช้ไคโตซานและแป้งมันสำปะหลังร้อยละ 5 และ 20 ตามลำดับ มีค่าการดูดซึมของน้ำสูงที่สุด (p  0.05) กระดาษใบบัวหลวงที่ใช้ไคโตซาน แป้งมันสำปะหลัง และกลีเซอรอล ในอัตราส่วนเท่ากับ 1:2:0.25 มีค่าน้ำหนัก ความหนา และการดูดซึมน้ำ เท่ากับ 0.27 กรัม 0.55 มิลลิเมตร และ 7.10 g/m2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นค่าสูงที่สุด (p  0.05) กระดาษใบบัวหลวงที่ใช้ไคโตซาน แป้งมันสำปะหลัง และกลีเซอรอล ในอัตราส่วนเท่ากับ 2:1:0.25 มีค่าการดูดซึมน้ำน้อยที่สุด (p  0.05) เท่ากับ 5.15 g/m2 การใช้เส้นใยปริมาณมากทำให้กระดาษมีน้ำหนัก ความหนา และการดูดซึมน้ำเพิ่มขึ้น กระดาษใบบัวที่ใช้เส้นใยและสารเติมแต่งในอัตราส่วน 1:1 มีค่าน้ำหนัก ความหนา และการดูดซึมน้ำเท่ากับ 0.19 กรัม 0.30 มิลลิเมตร และ 4.75 g/m2 ตามลำดับ การเพิ่มปริมาณเส้นใยไม่มีผลต่อค่า pH ของกระดาษ แต่มีผลต่อค่า L* โดยกระดาษใบบัวที่ใช้เส้นใยและสารเติมแต่งในอัตราส่วน 1:1 และ 2:1 มีค่า L* เท่ากับ 73.52 และ 74.23 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าสูงกว่ากระดาษใบบัวที่ใช้เส้นใยและสารเติมแต่งในอัตราส่วน 3:1, 4:1 และ 5:1

Tag

Data

ชื่อเรื่อง การพัฒนาคุณภาพบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายตามธรรมชาติจากใยบัว
หัวหน้าโครงการวิจัย ผศ.ดร.นันท์ชนก นันทะไชย
ผู้ร่วมวิจัย ผศ.ดร.อินทิรา ลิจันทร์พร ผศ.ดร. ปาลิดา ตั้งอนุรัตน์ ผศ.ภูรินทร์ อัครกุลธร
ปีงบประมาณ 2562

วัตถุประสงค์ของการทดลองนี้เพื่อ (1) ศึกษาความเข้มข้นของไคโตซานและแป้งมันสำปะหลัง ที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปกระดาษจากใบบัว (2) ศึกษาอัตราส่วนของไคโตซาน แป้งมันสำปะหลัง และกลีเซอรอล (1:1:0.25, 2:1:0.25, 1:2:0.25, 1:1:0.5, 2:1:0.5 และ 1:2:0.5) ที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปกระดาษจากใบบัว และ (3) ศึกษาอัตราส่วนระหว่างเส้นใยและสารเติมแต่ง (1:1, 2:1, 3:1, 4:1 และ 5:1) ที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปกระดาษจากใบบัว ผลการศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไคโตซาน และแป้งมันสำปะหลัง มีผลต่อความหนาและการดูดซึมน้ำของกระดาษจากใบบัวหลวง โดยกระดาษมีค่าการดูดซึมของน้ำอยู่ระหว่าง 4.87 – 8.37 g/m2 กระดาษใบบัวที่ใช้ไคโตซานและแป้งมันสำปะหลังร้อยละ 1 และ 30 ตามลำดับ เป็นสารเติมแต่ง มีค่าการดูดซึมของน้ำต่ำที่สุด (p £ 0.05) ในขณะที่กระดาษใบบัวที่ใช้ไคโตซานและแป้งมันสำปะหลังร้อยละ 5 และ 20 ตามลำดับ มีค่าการดูดซึมของน้ำสูงที่สุด (p £ 0.05) กระดาษใบบัวหลวงที่ใช้ไคโตซาน แป้งมันสำปะหลัง และกลีเซอรอล ในอัตราส่วนเท่ากับ 1:2:0.25 มีค่าน้ำหนัก ความหนา และการดูดซึมน้ำ เท่ากับ 0.27 กรัม 0.55 มิลลิเมตร และ 7.10 g/m2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นค่าสูงที่สุด (p £ 0.05) กระดาษใบบัวหลวงที่ใช้ไคโตซาน แป้งมันสำปะหลัง และกลีเซอรอล ในอัตราส่วนเท่ากับ 2:1:0.25 มีค่าการดูดซึมน้ำน้อยที่สุด (p £ 0.05) เท่ากับ 5.15 g/m2 การใช้เส้นใยปริมาณมากทำให้กระดาษมีน้ำหนัก ความหนา และการดูดซึมน้ำเพิ่มขึ้น กระดาษใบบัวที่ใช้เส้นใยและสารเติมแต่งในอัตราส่วน 1:1 มีค่าน้ำหนัก ความหนา และการดูดซึมน้ำเท่ากับ 0.19 กรัม 0.30 มิลลิเมตร และ 4.75 g/m2 ตามลำดับ การเพิ่มปริมาณเส้นใยไม่มีผลต่อค่า pH ของกระดาษ แต่มีผลต่อค่า L* โดยกระดาษใบบัวที่ใช้เส้นใยและสารเติมแต่งในอัตราส่วน 1:1 และ 2:1 มีค่า L* เท่ากับ 73.52 และ 74.23 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าสูงกว่ากระดาษใบบัวที่ใช้เส้นใยและสารเติมแต่งในอัตราส่วน 3:1, 4:1 และ 5:1

Comments are closed.

พิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.